Posted in Uncategorized

การเตรียมตัวเข้าสู่วัยสุงอายุด้านสังคม

ผู้สูงอายุจะถูกจัดให้อยู่กับบ้านมากขึ้นตามลำดับ บางคนอยู่แต่ในห้อง เพราะทางเดินไม่สะดวก จึงได้แต่นั่งๆ นอนๆ ไม่มีโอกาสเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมบ่อยๆ มีกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นน้อยลง ขาดเพื่อนวัยเดียวกัน คู่ชีวิตก็ตายจากกัน เพื่อนที่เหลืออยู่ ก็น้อยลงขาดการเยี่ยมเยียน เพราะต่างฝ่ายก็มีอุปสรรคต่างๆ กัน คนในบ้านก็ออกไป ประกอบอาชีพกันหมด ถ้าเป็นเช่นนี้ก็จะทำให้ผู้สูงอายุห่อเหี่ยวลงทุกวัน จึงควรปฏิบัติดังนี้
1. ต้องมีเพื่อนต่างวัย เพื่อนพูด เพื่อนคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ผู้สูงอายุต้องทำตัวให้เป็นที่รักของคนทุกวัย โดยมีการขัดแย้งให้น้อยที่สุด ทั้งกาย วาจา ใจ ปรับตัวเองให้ทันกับสังคมในปัจจุบัน ไม่ยึดมั่นในความคิดดั้งเดิม ไม่ยึดถือ ในความเป็นตัวตนของตน แต่ต้องฟังความคิดเห็นของคนอื่นบ้าง จะทำให้อยู่ร่วมกับคนต่างวัยได้
2. สนใจรับรู้สิ่งใหม่ๆ และการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และปรับตัวให้ เข้ากับสังคมที่เปลี่ยนแปลงไม่รู้จบได้อย่างมีความสุข
3. ออกสังคมเป็นครั้งคราว เพื่อจะได้พูด คุย สังสรรค์กับคนอื่น เช่น ไปวัดปฏิบัติธรรม ไปทัศนศึกษา เพื่อเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม
4. เข้าร่วมชมรมผู้สูงอายุที่อยู่ใกล้ที่สุด แต่ละชมรมมีจุดมุ่งหมายคล้ายๆ กัน คือ ต้องการส่งเสริมสุขภาพ เพื่อชลอความเสื่อม และป้องกันความเจ็บไข้ หรือมีคลินิกเพื่อรักษาและส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ และแต่ละชมรมจัดกิจกรรมต่างรูปแบบ ต่างเวลา เช่น บางแห่งจัดบริหารกายทุกเช้า บางแห่งจัดทุกเย็น บางแห่งจัดเฉพาะประชุมวิชาการเพื่อเผยแพร่ความรู้ ในการรักษาสุขภาพเดือนละครั้ง ผู้สูงอายุสามารถเลือกเข้าชมรมได้ตามความพอใจของตนเอง
5. ทางด้านกฎหมาย ผู้สูงอายุควรทำพนัยกรรมทิ้งไว้ อาจเป็นพนัยกรรมลับหรือแจ้งให้ผู้อื่นทราบก็ได้ เพื่อให้บุตรหลายปฏิบัติตามวัตถุประสงค์ของตน เช่นเกี่ยวกับมรดก ทรัพย์สินต่างๆ การปฏิบัติต่อศพ พิธีการจัดการศพ และอื่นๆ ไว้ล่วงหน้าตั้งแต่มีสติสัมปชัญญะบริบูรณ์ มีเพิ่มเติมในหน้าถัดไป

ผู้สูงอายุทำงานมาน ย่อมสะสมทรัพย์สมบัติเงินทองเอาไว้มากน้อยตามส่วนที่หมั่นหาหมั่นเก็บ บางคนก็เก็บออมเป็นกอบเป็นกำ แล้วไม่ได้จัดการแบ่งสรรปันส่วนให้ลูกหลาน ครั้นตัวตาย ก็เกิดปัญหาแก่งแย่งสมบัติกันระหว่างทายาทโดยธรรม จนทะเลาะเบาะแว้งผิดพ้องหมองใจกัน ถึงกับฆ่ากันระหว่างพี่น้องก็มี

ดังนั้น ผู้สูงอายุอาจจัดการเรื่องทรัพย์สมบัติให้เรียบร้อยได้ 2 วิธี คือ
1.จัดแบ่งให้ลูกหลานหรือทายาทคนใดก็สุดแท้แต่จะเห็นสมควร ในระหว่างที่ยังมีชวิตอยู่ ให้เหลือไว้เฉพาะที่จำเป็นต้องกิน ต้องใช้ ไปวันหนึ่งๆ จนตลอดชีวิต  ถ้าบุตรธิดาได้รับการสั่งสอนมาดี ได้รับความอบอุ่นจากบิดามารดา ด้วยความเมตตารักใคร่  ไม่มีใครใจร้ายถึงกับทอดทิ้งบิดามารดาของตนให้อดอยากลำบากเป็นแน่ แต่ถ้ายังไม่แน่ใจ ก็ควรพิจารณาต่อไปในข้อ 2.
2.เขียนเป็นหนังสือพินัยกรรม ระบุให้ชัดเจนว่าทรัพย์สินใดมอบให้บุตรธิดาหรือหลานหรือ พี่น้องคนไหนหรือมอบให้องค์กรกุศล หรือวัดวาอาราม หรือจะให้ตั้งเป็นมูลนิธิขึ้น โดยกำหนดวัตถุประสงค์ และบุคคล ที่จะเป็นผู้ดำเนินการจัดตั้งมูลนิธิก็ได้
พินัยกรรมจะมีผล ต่อเมื่อเจ้าของพินัยกรรมถึงแก่กรรมเท่านั้น  ระหว่างที่มีชีวิตอยู่จะยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงก็ทำได้
พินัยกรรมมีหลายแบบ ควรหามาศึกษาหรือไต่ถามผู้รู้ เช่น พินัยกรรมแบบเขียนเอง สำหรับผู้ที่เคย เป็นราชการ หรืออ่านเขียนภาษาไทยสะดวก มีหลักสำคัญดังนี้ เทคนิคการร้องเพลง

  • ต้องทำเป็นตัวหนังสือ เป็นลายลักษณ์อักษร
  • ต้องลงวัน เดือน ปี ที่ทำทางสุริยคติ
  • ต้องเขียนด้วยลายมือของตัวเองทั้งหมด จะพิมพ์ดีดไม่ได้
  • ต้องลงลายมือชื่อ จะประทับตรายางลายเซ็นหรือตราเครื่องหมายใดๆ แทนลานเซ็นไม่ได้
  • ระบุข้อความให้ปรากฏชัดว่ายกทรัพย์สินอะไรให้แก่ใคร
  • ไม่ต้องมีพยาน (เพราะตนเองได้เขียนมาทั้งฉบับอยู่แล้ว พยานมีไว้เพื่อรับรองลายมือข องผู้ทำพินัยกรรม)