Posted in ข่าวทั่วไป

เล่นอย่างไร้ปัญหากับคาสิโนออนไลน์

ในยุคสมัยนี้การเล่นกิจกรรมเสี่ยงโชคสนุกๆอย่างเกมคาสิโนนั้นเป็นเรื่องท้าทายที่สามาถเกิดได้จากที่บ้านของผู้เล่นแล้วล่ะค่ะก็ในเมื่อโลกของเราได้รู้จักอินเตอร์เน็ตที่เป็นโลกการสื่อสารเสรีอีกมิติที่ทำให้เรื่องของการเดินทางจะไม่เป็นอุปสรรคอีกต่อไปหากผู้เล่นเลือกเข้าร่วมวางพนันในบ่อนคาสิโนออนไลน์นั่นเองล่ะค่ะ  โดยรูปแบบของการเล่นคาสิโนบนโลกออนไลน์นั้นก็ไม่ได้ยากเกินความเข้าใจไปเลยล่ะค่ะเพราะแม้แต่นักพนันหน้าใหม่ที่ตัวไม่เคยจะเข้าไปเยือนบ่อนพนันสถานที่จริงๆมาก่อนก็ยังเข้าใจได้ด้วยความรวดเร็วและเล่นโดยไม่ต้องคอยกังวลใจหากเกิดคำถามก็ยังมีบริการรองรับตอบคำถามผู้เล่นตลอด24 ชั่วโมงเลยล่ะค่ะ

 

สำหรับเรื่องของกิจกรรมเกมพนันนั้นเป็นอารมณ์ที่เล่นแล้วก็อยากเล่นเรื่อยๆยิ่งชนะก็อยากจะเล่นต่อหรือถ้าหากแพ้ก็อยากจะทำให้ผู้เล่นอยากจะแก้มือโดยรายละเอียดเช่นนี้ย่อมก่อให้เกิดภาวะปัญหาตามมาได้นะคะ  ซึ่งการเล่นกิจกรรมเกมพนันอย่างไร้ปัญหากับแหล่งเล่นคาสิโนออนไลน์นั้นก็มีทริคอยู่ที่การสร้างวินัยให้เกิดกับตนเองเสียก่อนนะคะเพราะการมีวินัยในการเล่นก็คือการที่เรารู้จักควบคุมเรื่องความเหมาะสม   อย่างไรก็ดีในการเล่นกิจกรรมเกมพนันนั้นไม่ว่าจะเล่นในบ่อนคาสิโนสถานที่จริงๆหรือในบ่อนคาสิโนแบบระบบออนไลน์ผู้เล่นก็ไม่ควรจะหยิบยืมเงินผู้อื่นเพื่อนำมาเล่นการพนันนะคะเพราะหากผลการเล่นครั้งนั้นออกมาคือแพ้เดิมพันล่ะก็นั่นหมายถึงว่าผู้เล่นจะมีหนี้เพิ่มพูนและไม่จำเป็นต้องนึกหวังน้ำบ่อหน้าเพราะนี่คือวิธีคิดที่นำไปสู่ปัญหาจากการเล่นเกมเดิมพันในอนาคตได้เลยล่ะค่ะ

ในการเล่นเกมholiday palaceนั้นเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เล่นเข้าถึงบ่อนคาสิโนเสมือนจริงได้ตลอดเวลาหากมีการเล่นเกมคาสิโนที่ใช้เวลามากเกินไปหรือการวางเงินเดิมพันที่เกินลิมิตตนเองก็เป็นการสะท้อนว่าผู้เล่นนั้นไม่มีวินัยกับการเล่นเกมคาสิโนเพราะการหักห้ามใจกับการเล่นให้อยู่ในกรอบกำหนดนั้นเป็นการฝึกตน ฝึกการควบคุมจิตใจให้การเล่นเกมพนันนั้นเป็นเกมที่เราเป็นผู้ควบคุมการเล่น มิใช่ให้เกมพนันมากำหนดทิศให้เราวิ่งตามว่าควรจะเอาชนะกับความหวังที่ไปไม่ถึงเสียทีและนี่คือสาเหตุหลักก่อปัญหาด้านการเงินได้เลยล่ะค่ะ

Posted in การดูแลผู้สูงอายุ

10 คำถามที่ต้องถามเมื่อกำลังจะจ้างผู้ดูแลมืออาชีพ

มีหลายเหตุการณ์ในชีวิตที่คุณอาจต้องการจ้างผู้ดูแลมืออาชีพสำหรับตัวเองหรือคนที่คุณรัก ส่วนมากมักจะเป็นช่วงเวลาวิกฤต ดังนั้น พวกเขาจึงมักไม่แน่ใจว่าต้องการอะไรบ้างและการบริการควรจะประกอบด้วยอะไร ไม่ว่าคุณจะต้องการความช่วยเหลือระยะสั้นหรือระยะยาว ควรถามคำถามเหล่านี้ก่อนตัดสินใจจ้างผู้ดูแล

ผู้ดูแลสามารถกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มคนที่นำเอาความเชี่ยวชาญของตนเองมาช่วยเหลือผู้ที่ต้องการ ทีมช่วยเหลือนี้ อาจเป็นที่ต้องการเพียงระยะไม่กี่วันหรือสัปดาห์หรือต่อไปสำหรับการมีภาวะเรื้อรังหรือโรคที่จะค่อย ๆ รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เช่น โรคความจำเสื่อม และนี่คือ 10 คำถามที่คุณต้องถามเมื่อกำลังจะจ้างผู้ดูแลมืออาชีพ

1. ทำไม? เมื่อแต่ละคนพบว่าตัวเองต้องการผู้ดูแล สิ่งที่สำคัญก็คือคำถามที่ว่าทำไม ความต้องการอะไรบ้างที่ยังไม่สามารถทำได้ โดยทั่วไปแล้วมักจะเป็นเรื่องของกิจวัตรประจำวันขั้นพื้นฐานและการใช้อุปกรณ์ในชีวิตประทำวันที่ทำให้เริ่มคิดว่าตัวเองต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม กิจวัตรประจำวันพื้นฐานเหล่านี้ประกอบไปด้วยการอาบน้ำ การแต่งตัว การเข้าห้องน้ำ การหวีผม การเดิน การเคลื่อนย้าย (เช่น จากเก้าอี้ไปเตียง) และการทานอาหาร กิจวัตรประจำวันที่ต้องมีการใช้อุปกรณ์ประกอบด้วยการเตรียมอาหาร การขับรถหรือใช้บริการขนส่งสาธารณะ การจัดการเรื่องการเงิน การจัดยา การทำงานบ้านและสวน และการดูแลสัตว์เลี้ยง

2. ใคร? บางทีสิ่งที่ต้องการอาจเป็นนักกายภาพบำบัดหรือนักกิจกรรมบำบัด เพื่อช่วยแก้ไขสถานการณ์ที่ทำให้เราไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันขั้นพื้นฐานและกิจวัตรที่ต้องใช้อุปกรณ์ได้ บางคนอาจยังต้องการผู้ดูแลเพื่อช่วยสนับสนุนการทำงานของผู้เชี่ยวชาญเช่นการช่วยออกกำลังกายร่วมกัน บริษัทที่จัดหาผู้ดูแลอาจมีผู้เชี่ยวชาญที่มีทักษะมากขึ้น เช่น นักสังคมสงเคราะห์อยู่ในทีมงาน โดยทั่วไปผู้ดูแลมักได้รับการอบรมให้ช่วยเหลือกิจวัตรประจำวันพื้นฐาน และที่ต้องใช้อุปกรณ์และไม่ได้อบรมมาเพื่อทำงานแทนนักกิจกรรมบำบัดหรืออื่น

3. เมื่อไหร่? บางครั้งความต้องการการช่วยดูแลที่บ้านก็เกิดขึ้นนอกบ้าน ตัวอย่างเช่น บางคนอาจเพิ่งได้รับอนุญาตให้กลับบ้านจากโรงพยาบาล หรือจากศูนย์ฝึกกายภาพบำบัดในตอนกลางวันซึ่งสมาชิกในครอบครัวยังคงอยู่ที่ทำงานหรือโรงเรียน ลองถามว่ามีผู้ดูแลคนใดบ้างที่จะช่วยเหลือด้านการเดินทางได้

เทคนิคการร้องเพลง

4. พวกเขาต้องการแผนการดูแลที่จัดเตรียมไว้แล้วหรือไม่? แผนการนี้ได้ถูกเขียนและจัดการระหว่างผู้ป่วยและสมาชิกในครอบครัวและมีการแก้ไขเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นหรือไม่ แผนการดูแลนี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกผู้ดูแล เพราะไม่ใช่ว่าทุกคนจะเหมาะสมกับทุกแผน นอกจากนั้นควรมองหาผู้ดูแลที่ได้รับการอบรมให้สังเกตความเปลี่ยนแปลงต่างๆ เพื่อที่จะได้สามารถปรับเปลี่ยนการดูแลได้ตามความต้องการเพราะบางครั้งการดูแลที่น้อยลงหรือเปลี่ยนชนิดของการดูแลก็อาจจะได้ประโยชน์มากกว่า

5. บริษัทจัดหาผู้ดูแลได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดเกี่ยวกับเรื่องคุณภาพของการดูแลและต่อเนื่องหรือไม่?  ซึ่งรวมถึงการตรวจสอบบันทึกประจำวันที่บ้านของผู้ป่วยและการตรวจเยี่ยมแบบไม่แจ้งกำหนดการ

6. หากมีอะไรฉุกเฉินนอกเวลางานจะมีการจัดการอย่างไร? อย่ารอจนกระทั่งมีปัญหาแล้วจึงค่อยขอเบอร์โทรศัพท์ที่สามารถติดต่อได้ 24 ชั่วโมง หรือช่องทางการติดต่อในตอนกลางคืน

7. บริษัทจัดหาผู้ดูแลที่บ้านมีการจัดทำเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษรที่ระบุถึงสิทธิและความรับผิดชอบของลูกค้าและอธิบายถึงนโยบายในด้านความเป็นส่วนตัวหรือหลักจริยธรรมหรือไม่

8. พวกเขามีการคัดกรองพนักงานที่จะมาเป็นผู้ดูแลอย่างละเอียดเช่นการตรวจสอบแหล่งที่มา ประวัติการขับขี่ และการตรวจสอบเบื้องหลังทางอาชญากรรม?

9. บริษัทมีการจัดอบรมพนักงานอย่างต่อเนื่องเพื่อพัฒนาทักษะของพนังงานหรือไม่?

10. ผู้ดูแลที่มานี้เป็นพนักงานของบริษัทหรือเกิดจากการติดต่อส่วนตัว? หากพวกเขามาจากการติดต่อส่วนตัว คุณอาจจะต้องรับบทบาทเป็นเจ้านายและรับผิดชอบการจ่ายภาษีและอื่นๆ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะรู้ว่าบริษัทมีการบริหารจัดการการจ่ายเงินและการจ้างงานอย่างไรและกฎหมายและแนวทางของรัฐในการจ้างงานเช่นลดการเสียภาษีตามความเหมาะสมและให้ค่าตอบแทนและสวัสดิการอื่นๆ

บริษัทที่น่าเชื่อถือควรจะตอบคำถามทั้งหมดนี้หรือมากกว่านี้ได้ก่อนที่คุณจะพบกับผู้ดูแล คุณมีสิทธิ์ในการถามทุกคำถามและให้มั่นใจว่าคุณจะได้รับความปลอดภัยและการดูแลที่มีคุณภาพที่บ้านของคุณ

Posted in ข่าวทั่วไป

จากต้นจนจิบ’ การเดินทางของกาแฟที่มาพร้อม ‘ความยั่งยืน

จากความเชื่อในพลังความคราฟต์สุดพิถีพิถัน บวกกับความเบื่อหน่ายกับแฟรนไชส์แบบเดิมๆ ทำให้เมื่อ 8-11 มีนาคมที่ผ่านมา หลายคนต่างตาค้างไปกับเทศกาลกาแฟสุดยิ่งใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ‘Thailand Coffee Fest 2018’ ครั้งที่ 3

บรรยากาศครบเครื่องด้วยการออกบูธของผู้จำหน่ายเครื่องชง เครื่องคั่ว และเมล็ดกาแฟชั้นนำจากมือเกษตรกรรวมแล้วมากกว่า 130 ราย พร้อมฉายภาพการเดินทางของกาแฟ ซึ่งพาทุกคนไปพบกับแนวคิดเรื่อง ‘ความยั่งยืน’ ที่ซ่อนตัวอยู่ทุกอณูรายละเอียด

ต้องยอมรับว่า ในปัจจุบัน ธุรกิจกาแฟขยายตัวต่อเนื่อง โดยปริมาณการบริโภคมีไม่ต่ำกว่า 8 หมื่นตันต่อปี ถือเป็นธุรกิจที่ควรผลักดันให้เจริญก้าวหน้า เพื่อยกระดับคุณภาพ มาตรฐาน และความโดดเด่นของกาแฟไทยสู่ระดับสากล

วัลลภ ปัสนานนท์ นายกสมาคมกาแฟพิเศษไทยกล่าวว่า กระแสช่วงหลังๆ หลายคนนิยมบริโภคเอกลักษณ์ของกาแฟ ทำให้ผู้ผลิตรายเล็กๆ ต้องหันมาใส่ใจกับเรื่องการระบุสายพันธุ์ แหล่งปลูก และคาแรคเตอร์ที่ชัดเจน จึงเกิดเป็นสมาคมกาแฟพิเศษไทย เพื่อทำหน้าที่สื่อสารกับเกษตรกร และบุคลากรในตลาดกาแฟ

สำหรับตัวอีเว้นท์ ‘Thailand Coffee Fest’ ก็เป็นกิจกรรมเปิดพื้นที่ให้เกษตรกรนำผลิตภัณฑ์ของตัวเองมานำเสนอแก่บรรดาร้านค้า และคอกาแฟ กระทั้งต่อมากระบวนการผลิตของเกษตรกรเกิดการพัฒนาขึ้น เพราะโรงคั่วเมล็ดกาแฟต่างๆ ภายในประเทศล้วนกำลังต้องการกาแฟคุณภาพดี เพื่อเสิร์ฟออกสู่ท้องตลาด

“จากปกติที่คนส่วนใหญ่มักคิดถึงกาแฟต่างชาติดีๆ แพงๆ ทว่าปัจจุบันทุกภาคส่วนของกาแฟไทยช่วยกันพัฒนาทั้งเรื่องของรสชาติ และความโด่ดเด่นก็ค่อยๆ ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้ปลายทางทั้งที่เป็นร้านกาแฟ หรือนักดื่มกาแฟ เริ่มหันมาสนใจกาแฟไทยมากขึ้น”

“ผมหวังว่า สักวันกาแฟไทยจะอยู่ในระดับที่คอกาแฟทั่วโลกให้การยอมรับ”

นอกจากนั้น ‘Thailand Coffee Fest 2018’ ครั้งที่ 3 ยังมาพร้อมคอนเซ็ปต์ ‘A Journey of Coffee : จากต้นจนจิบ’ โดยทุ่มความสำคัญกับเรื่องการทำธุรกิจกาแฟให้เกิด ‘ความยั่งยืน’ ตั้งแต่เกษตรกร โรงคั่วกาแฟ ผู้ส่งออก จนถึงร้านกาแฟ คือเป็นประโยชน์ต่อทั้งชุมชน และสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญคือ ภายในงานเลือกใช้วัสดุรีไซเคิล เช่น การนำผ้ากระสอบมาตกแต่งและเสื้อที่ระลึกของ ‘The Cloud’ holiday palace ก็มาจากแก้วกาแฟรีไซเคิลด้วย

 

Posted in ข่าวทั่วไป

กินปลาช่วยเรื่องไอคิวและการนอนหลับของเด็กๆ

ผลการศึกษาพบว่า เด็กที่กินปลาอย่างน้อยอาทิตย์ละ 1 ครั้งหรือมากกว่า จะทำให้การนอนดีขึ้นและผลทดสอบระดับเชาวน์ปัญญาอยู่ในเกณฑ์ที่ดีกว่าเด็กที่ไม่กินปลาหรือกินน้อยกว่าสัปดาห์ละครั้ง

เว็บไซต์ CNN นำรายงานที่ได้รับการตีพิมพ์ใน The Journal Scientific Reports เกี่ยวกับผลการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่ากรดไขมันโอเมก้า 3 ที่พบในปลาหลากหลายชนิด เช่น แซลมอน ซาร์ดีน และทูน่านั้น มีส่วนช่วยทำให้ระดับความฉลาดและการนอนหลับดีขึ้น ของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย

จากการศึกษาเด็กชาวจีนมากกว่า 500 คน ที่มีอายุระหว่าง 9-11 ปี กับคำถามว่าพวกเขากินปลาจำนวนกี่ครั้งในเดือนที่ผ่านมา กับคำตอบให้เลือกคือ “ไม่เคย” กับ “อย่างน้อยอาทิตย์ละ 1 ครั้ง” ในเด็กอายุ 12 ปี ทำแบบทดสอบวัดเชาว์ปัญญาทักษะด้านภาษาและไม่ใช่ภาษา

ในกลุ่มเด็กที่บอกว่ากินปลาทุกสัปดาห์มีคะแนนวัดไอคิว 4.8 สูงกว่าเด็กที่ตอบว่าไม่กินปลาหรือกินน้อย โดยทีมนักวิจัยไม่ได้ถามเด็กๆว่าปลาชนิดไหนที่พวกเขากินบ้าง ในขณะที่กลุ่มที่ตอบว่าทานปลาไม่บ่อยมีคะแนนไอคิวอยู่ที่ 3.3

ส่วนคำตอบจากครอบครัวเด็กๆเกี่ยวกับคุณภาพการนอน พบว่า เด็กที่กินปลาเป็นประจำมีคุณภาพการนอนที่ดีกว่า เพราะไม่มีเรื่องรบกวนในระหว่างที่นอนหลับ

เทคนิคการร้องเพลง

ในข้อดีที่เกิดขึ้นทำให้กลุ่มนักวิจัยแนะนำไปยังพ่อแม่ผู้ปกครองให้เพิ่มปลาเข้าไปในเมนูอาหารของเด็ก และเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าเนื้อปลาง่ายต่อการหั่นและมีกระดูกน้อย เด็กๆเริ่มกินปลาได้ตั้งแต่อายุเริ่ม 2 ขวบ

ปลา เป็นสัตว์ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงและเป็นหนึ่งในอาหารยอดนิยม เพราะในเนื้อปลามีโปรตีนที่ดีและอุดมด้วยไขมัน เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังอยู่ในช่วงลดน้ำหนักหรือไม่อยากเพิ่มไขมัน เพราะไขมันในปลามีน้อยกว่าไขมันจากสัตว์ชนิดอื่น และปลาบางชนิดยังมีโอเมกา 3 ซึ่งเป็นกรดไขมันที่ช่วยเพิ่มสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด พบได้ในปลาแซลมอน โดยเฉพาะปลาแซลมอนที่อยู่ตามธรรมชาติจะมีวิตามินและแร่ธาตุสูงมาก

Posted in ข่าวทั่วไป

พีช พชร ลุ้นจับใบดำ-ใบแดง กองทัพบกเตรียมคัดชายไทยปีนี้ 104,734 คน

ชายไทยเริ่มทยอยเดินทางเข้ารับการตรวจเลือกทหารกองเกิน ศิลปิน ดารา นักแสดง พีช พชร-เจมส์ มาร์- เตนล์ ชิตพล เข้ารายงานตัววันนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (1 เม.ย. 61) ชายไทยจำนวนหนึ่งเดินทางมาเข้ารับการตรวจเลือกทหารกองเกินประจำปี 2561 ที่โรงเรียนวัดหัวลำโพง โดยมี นายพชร จิราธิวัฒน์ หรือ พีช นักร้องนักแสดงทายาทตระกูลจิราธิวัฒน์ ซึ่งเป็นเจ้าของเครือกิจการห้างเซ็นทรัลเดินทางมาพร้อมผู้จัดการส่วนตัวและยื่นเอกสารเข้ารายงานตัวบริเวณจุดคัดเลือกทหารกองเกินตามลำดับ ทั้งนี้ผู้สื่อข่าววอยซ์ ออนไลน์ รายงานว่า นายพชรได้สละสิทธิ์ผ่อนผันเกณฑ์ทหารในปีนี้ โดยจะเข้าสู่ขั้นตอนจับใบดำ-ใบแดงต่อไป

ในส่วนสถานที่ทำการตรวจคัดเลือกทหารกองเกินเข้ากองประจำการ เขตบางรัก (ร.ร.วัดหัวลำโพง) ปี 2561 มีความต้องการผู้ผ่านการตรวจคัดเลือกจากการจับได้ใบแดงทั้งสิ้น 12 คน

ด้านศิลปินนักแสดงคนอื่น อย่าง เจมส์ มาร์ พระเอกวัย 24 ปี ได้เดินทางมาเข้ายื่นขอผ่อนผันการเกณฑ์ทหาร เป็นครั้งที่ 4 เนื่องจากกำลังศึกษาปริญญาโท ซึ่งครั้งนี้ถือเป็นการผ่อนผันครั้งสุดท้าย

เตนล์ ชิตพล ลี้ชัยพรกุล ศิลปินเกาหลีสายเลือดไทย สังกัดค่าย SM ENTERTAINMENT ยื่นเอกสาร ตรวจร่างกาย และทำตามขั้นตอนการตรวจคัดเลือกทหารกองเกิน พันโทพิสิษฐ์ ตันกำเนิด ประธานตรวจเลือกทการกองเดินเขตป้อมปราบ ได้เปิดเผยว่า เตนล์ ชิตพล จัดอยู่ในส่วนทหารกองเกินประเภทที่ 2 เนื่องจากร่างกายไม่สมบูรณ์ เนื่องจากได้รับการผ่าตัดหมอนรองกระดูกหัวเข่าด้านขวา และมีการยื่นเอกสารใบรับรองแพทย์ถูกต้องตามขั้นตอนทุกประการ จึงไม่ต้องเข้ารับการเกณฑ์ทหารในปีนี้และปีต่อไป

ขณะที่กองทัพบกจะดำเนินการตรวจเลือกทหารกองประจำการ ประจำปี 2561 ในระหว่างวันที่ 1-12 เม.ย.นี้ โดยในระหว่างการตรวจเลือกกองทัพบกจะจัดผู้บังคับบัญชาออกตรวจเยี่ยม และส่งชุดสังเกตการณ์ออกไปแนะนำ หรือแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นร่วมกับคณะกรรมการการตรวจเลือกทั้ง 158 ชุดทั่วประเทศ ใน 928 อำเภอ 77 จังหวัด โดยปีนี้กองทัพจะคัดเลือก ชายไทยเข้าประจำการ 104,734 คน

Posted in ข่าวทั่วไป

เงินรางวัลกว่า 7 ล้าน! e-Sports ศึกใหญ่เอเชีย EA Champions Cup

12 ทีมจากทั่วเอเชียลงแข่งขันชิงเงินรางวัลกว่า 7,500,000 บาท (239,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ) และสิทธิ์เข้าแข่งขันรอบเพลย์ออฟรายการ eWorld Cup ในรายการ EA Champions Cup ที่กรุงเทพฯ เสาร์ที่ 31 มีนาคมนี้

EA Champions Cup ทัวร์นาเมนต์ e-Sports ระดับเอเชียสำหรับเกม EA Sports FIFA Online holiday palace จัดเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2014 โดยหลายประเทศเคยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพ ทั้งเกาหลีใต้, จีน รวมถึงไทยเมื่อ 2 ปีก่อน

สุดสัปดาห์นี้ที่กรุงเทพฯ 5 ทีมจากทั่วทั้งภูมิภาคอาเซียน, 6 ทีมจากจีนและเกาหลีใต้ ชาติละ 3 ทีม และอีก 1 ทีมจากไทยที่เป็นเจ้าภาพ จะดวลกันตัวต่อตัวที่ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุม ไบเทค บางนา

แต่ละทีมที่มีสมาชิกทีมละ 3 คน จะได้เลือกผู้เล่นตามที่ถนัด ก่อนการแข่งขันแมตช์ละ 6 นาทีจะเริ่มขึ้นในแต่ละรอบ

ทีมผู้ชนะรายการนี้นอกจากจะได้เงินรางวัลรวมกันกว่า 3,400,000 บาท (108,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ) แล้ว ทีมแชมป์และรองแชมป์ยังจะได้สิทธิเข้าแข่งขันรายการ eWorld Cup รอบเพลย์ออฟอีกด้วย

วันแรกของการแข่งขันจะเป็นการแข่งขันรอบแบ่งกลุ่ม ก่อนจะเข้าสู่การแข่งขันรอบน็อกเอาต์ในวันที่สอง เริ่มจากรอบ 8 ทีมสุดท้าย ไล่เรียงไปจนถึงรอบชิงชนะเลิศ

รายการ EA Champions Cup มีผู้ชมติดตามผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์มากกว่า 10 ล้านคน และมีผู้เข้าชมติดถึงขอบสนามในการแข่งขันที่เมืองกว่างโจว ประเทศจีน เมื่อปีที่แล้วกว่า 2,300 คน

 

 

Posted in Uncategorized

จับตา ! ผู้นำสองเกาหลีมีกำหนดการพบกัน 27 เม.ย.นี้

 

ผู้นำสองเกาหลีมีกำหนดการหารือกันในวันที่ 27 เมษายนนี้ ที่เขตปลอดทหารชายแดนของสองประเทศ ขณะที่เกาหลีเหนือเผยแพร่ภาพ “คิม จอง อึน” เยือนจีน บรรยากาศชื่นมื่น

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสองเกาหลีประกาศหลังการเจรจากันเมื่อวานนี้ ว่า นายมูน แจ อิน ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ จะพบกับ นายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือในวันที่ 27 เมษายนนี้ ซึ่งถือเป็นการพบกันครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างผู้นำสองเกาหลีในรอบทศวรรษ

นอกจากนี้ ยังมีกำหนดการประชุมเพื่อเตรียมการก่อนการพบกันของผู้นำทั้งสอง ในวันที่ 4 เมษายนนี้ ซึ่งจะหารือกันถึงระเบียบ วาระการประชุม, ความปลอดภัย และการเผยแพร่ข่าวสารต่อสื่อ

นายโช มยอง-กยอน  รัฐมนตรีกระทรวงรวมชาติเกาหลีใต้ ระบุว่า วาระการประชุมระหว่างผู้นำทั้งสองส่วนใหญ่เกี่ยวกับการปลดอาวุธนิวเคลียร์บนคาบสมุทรเกาหลี และพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างสองเกาหลี

ขณะเดียวกัน นายหยาง เจียฉือ มนตรีแห่งรัฐของจีน ได้เดินทางเยือนเกาหลีใต้ เพื่อสรุปรายละเอียดเกี่ยวกับการพบปะกันระหว่าง นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน กับนายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ โดยนายหยางมีกำหนดพบปะกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงเกาหลีใต้ และจะพบกับ ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ในวันนี้  เทคนิคการร้องเพลง

นายหยาง ระบุถึงการเยือนจีนของนายคิม จอง อึน ด้วยว่า จีนเชื่อว่าเกาหลีเหนือจะปลดอาวุธนิวเคลียร์ เพื่อความมั่นคงและสงบสุข และหันมาใช้วิธีการหารือและเจรจากัน

ด้านสถานีโทรทัศน์ทางการเกาหลีเหนือได้เผยแพร่ภาพการเยือนจีนของนายคิม และนางรี ซอล-จู ภริยา ระหว่างวันที่ 25-28 มีนาคมที่ผ่านมา โดยมีการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่และชื่นมื่นโดยนายสี และนางเผิง ลี่หยวน ภริยา

เมื่อวานนี้ หนังสือพิมพ์อาซาฮี ชิมบุน ของญี่ปุ่น รายงานว่า รัฐบาลญี่ปุ่นได้ยื่นข้อเสนอไปยังเกาหลีเหนือ เพื่อหารือถึงความเป็นไปได้ที่จะจัดหารือระหว่างผู้นำของทั้งสองฝ่าย

 

 

Posted in ปัญหาการได้ยินในผู้สูงอายุ

ปัญหาการได้ยินในผู้สูงอายุ

ปัญหาการได้ยินในผู้สูงอายุ

ปัญหาการได้ยินในผู้สูงอายุ

ปัญหาหนึ่งของผู้สูงอายุ และอาจถือเป็นปัญหาของญาติ หรือคนรอบข้างด้วยเหมือนกัน คือ การที่ผู้สูงอายุมีความสามารถในการรับเสียงแย่ลง หรือพูดง่ายๆ ก็คือ หูอื้อ หรือหูตึงนั่นเอง และเนื่องจากเป็นภาวะที่ค่อยเป็นค่อยไป ทำให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตในการสื่อสารกับผู้อื่นน้อยลงโดยไม่รู้ตัว ญาติของผู้สูงอายุเอง อาจมีปัญหาอื่นตามมาได้ จากการที่ต้องตะโกนสื่อสารกันเป็นเวลานาน ได้แก่ เสียงแหบ เจ็บคอ ไอ และระคายคอเรื้อรัง เป็นต้น
ภาวะหูอื้อ หรือหูตึง หมายถึง ภาวะที่ความสามารถในการรับเสียงแย่ลง มีการแบ่งระดับความรุนแรงของการเสียการได้ยิน ดังตาราง
ระดับการได้ยิน     ระดับความพิการ     ความสามารถในการเข้าใจคำพูด
0-25     dB                         ปกติ                          ไม่ลำบากในการรับฟังคำพูด
26-40   dB                         หูตึงน้อย                    ไม่ได้ยินเสียงกระซิบ
41-55   dB                         หูตึงปานกลาง            ไม่ได้ยินเสียงพูดปกติ
56-70   dB                         หูตึงมาก                    ไม่ได้ยินเสียงพูดที่ดังมาก
71-90   dB                         หูตึงรุนแรง                 ได้ยินไม่ชัด แม้ต้องตะโกน
>90      dB                         หูหนวก                      ตะโกนหรือใช้เครื่องขยายเสียงก็ไม่ได้ยิน
ปัญหาการได้ยินในผู้สูงอายุ อาจเกิดจากความผิดปกติของกลไก 2 ส่วน คือ

  1. ส่วนนำเสียงและขยายเสียง ได้แก่ หูชั้นนอกและหูชั้นกลาง เมื่อคลื่นเสียงจากภายนอกผ่านเข้าไปในช่องหูจะไปกระทบแก้วหู และมีการส่งต่อ และขยายเสียงโดยกระดูกหู 3 ชิ้นในหูชั้นกลาง ไปยังส่วนของหูชั้นในต่อไป ถ้ามีความผิดปกติเกิดขึ้นในหูชั้นนอกและหูชั้นกลางของผู้สูงอายุ ทำให้เกิดภาวะหูอื้อ หรือหูตึงได้ สาเหตุมักเกิดจากความผิดปกติของ

– หูชั้นนอก  เช่น ขี้หูอุดตัน, เยื่อแก้วหูทะลุ, หูชั้นนอกอักเสบ, เนื้องอกของหูชั้นนอก

     – หูชั้นกลาง  เช่น หูชั้นกลางอักเสบ, น้ำขังอยู่ในหูชั้นกลาง, ท่อยูสเตเซียน (ท่อที่เชื่อมต่อระหว่างหูชั้นกลางและโพรงหลังจมูก) ทำงานผิดปกติ, โรคหินปูนในหูชั้นกลาง

  1. ส่วนประสาทรับเสียง ได้แก่ ส่วนของหูชั้นในไปจนถึงสมอง ซึ่งเป็นส่วนที่เรารับรู้และเข้าใจเสียงต่างๆ ความผิดปกติบริเวณนี้ของผู้สูงอายุ ส่วนใหญ่ทำให้เกิดภาวะหูตึง หรือหูหนวกถาวรได้ และบางโรคทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้ สาเหตุมักเกิดจากความผิดปกติของ

     – หูชั้นใน  สาเหตุที่พบได้บ่อยสุด คือ ประสาทหูเสื่อมจากอายุ นอกจากนั้น การเสื่อมของเส้นประสาทหู อาจเกิดจากความผิดปกติแต่กำเนิด หรือเกิดจากพันธุกรรม พัฒนาการผิดปกติ หรือการเป็นโรคระหว่างตั้งครรภ์ของมารดาเอง เช่น โรคหัดเยอรมัน, การได้รับเสียงที่ดังมากๆในระยะเวลาสั้นๆ ทำให้เส้นประสาทหูเสื่อมเฉียบพลัน เช่นได้ยินเสียงปืน เสียงระเบิด หรือเสียงประทัด, การได้รับเสียงที่ดังปานกลางในระยะเวลานานๆ ทำให้ประสาทหูเสื่อมแบบค่อยเป็นค่อยไป เช่นอยู่ในโรงงาน หรืออยู่ในคอนเสิร์ตที่มีเสียงดังมากๆ, การใช้ยาที่มีพิษต่อประสาทหูเป็นระยะเวลานาน เช่น ยาปฏิชีวนะกลุ่ม อะมิโนไกลโคไซด์, ยาขับปัสสาวะ ที่ใช้รักษาความดันโลหิตสูง,  ยาแอสไพริน, ยาควินีน, การบาดเจ็บของกะโหลกศีรษะ แล้วมีผลกระทบกระเทือนต่อหูชั้นใน, การติดเชื้อของหูชั้นใน เช่น จากเยื่อหุ้มสมองอักเสบ จากเชื้อซิฟิลิส หรือไวรัสเอดส์, การผ่าตัดหูแล้วมีการกระทบกระเทือนต่อหูชั้นใน, มีรูรั่วติดต่อระหว่างหูชั้นกลาง และหูชั้นใน, โรคมีเนีย หรือน้ำในหูไม่เท่ากัน

       – สมอง โรคของเส้นเลือด เช่น เส้นเลือดในสมองตีบ, เลือดออกในสมอง จากไขมันในเลือดสูง, ความดันโลหิตสูง, เนื้องอกในสมอง เช่น เนื้องอกของเส้นประสาทหู และ/หรือ ประสาทการทรงตัว
– สาเหตุอื่นๆ เช่น โรคโลหิตจาง, โรคแพ้ภูมิตัวเอง, โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว, โรคเกล็ดเลือดสูงผิดปกติ, โรคที่มีระดับยูริกในเลือดสูง, โรคไต, โรคเบาหวาน, ความดันโลหิตต่ำ หรือสูง, ไขมันในเลือดสูง โรคเหล่านี้สามารถทำให้หูอื้อ หรือหูตึงได้ จะเห็นได้ว่าโรคที่ทำให้เกิดปัญหาการได้ยินในผู้สูงอายุ มีสาเหตุได้ทั้งจากหูชั้นนอก, หูชั้นกลาง และหูชั้นใน  แต่กล่าวโดยทั่วไป หากพูดถึงภาวะหูตึงในผู้สูงอายุ ก็มักจะหมายความถึง การเสียการได้ยินจากประสาทรับเสียงเสื่อมตามวัย (age-related hearing loss หรือ presbycusis)
      ปัญหาการได้ยินในผู้สูงอายุ เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยเป็นอันดับ 3 ของโรคเรื้อรังต่างๆที่เกิดกับผู้สูงอายุ โดยพบได้ถึงร้อยละ 25-40 ของผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี และมีอุบัติการณ์เพิ่มขึ้นตามวัย  กล่าวคือ อุบัติการณ์ของผู้สูงอายุที่มีประสาทรับเสียงเสื่อมตามวัย พบได้ตั้งแต่ร้อยละ 40-60 ในผู้ที่มีอายุมากกว่า 75 ปี และเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าร้อยละ 80 ในผู้ที่มีอายุมากกว่า 85 ปี  โดยธรรมชาติแล้วการได้ยินจะค่อยๆ เสื่อมลงตามวัย การได้ยินบกพร่องของผู้สูงอายุ จะมีลักษณะแบบค่อยเป็นค่อยไป และเสื่อมเท่ากันทั้ง 2 ข้างในช่วงความถี่สูง ซึ่งจะวินิจฉัยในผู้ที่มีอายุเกิน 50 ปี และไม่มีสาเหตุอื่นที่ทำให้การได้ยินบกพร่อง  ผู้ป่วยอาจมาพบแพทย์ เนื่องจากมีเสียงรบกวนในหู และมักมีปัญหาฟังไม่รู้เรื่อง หรือได้ยินเสียงแต่จับใจความไม่ได้ร่วมด้วย ซึ่งเป็นผลจากความเสื่อมของระบบประสาทส่วนกลางตามวัย นอกเหนือไปจากหูชั้นในเสื่อม ทำให้มีปัญหาในการได้ยินมากกว่าผู้ที่มีการได้ยินบกพร่องในระดับเดียวกันที่มีอายุน้อยกว่า
การวินิจฉัยปัญหาการได้ยินในผู้สูงอายุ อาศัยการซักประวัติถึงสาเหตุต่างๆที่เป็นไปได้, การตรวจหูชั้นนอก ช่องหู แก้วหู  หูชั้นกลาง และบริเวณรอบหู, การตรวจเลือด เพื่อหาความผิดปกติของเคมีในเลือด, การตรวจปัสสาวะ, การตรวจการได้ยิน เพื่อยืนยัน และประเมินระดับความรุนแรงของการเสียการได้ยิน, การตรวจคลื่นสมองระดับก้านสมอง และการถ่ายภาพรังสี เช่น เอ็กซ์เรย์ คอมพิวเตอร์สมอง หรือกระดูกหลังหู หรือตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และการฉีดสารรังสีเข้าหลอดเลือด ถ้ามีข้อบ่งชี้

       การรักษาปัญหาการได้ยินในผู้สูงอายุ นั้น รักษาตามสาเหตุ อย่างไรก็ตาม ปัญหาการได้ยินที่เกิดจากพยาธิสภาพของหูชั้นใน, เส้นประสาทหู, และระบบประสาทส่วนกลาง โดยเฉพาะประสาทรับเสียงเสื่อมตามวัย มักจะรักษาไม่หายขาด นอกจากนั้นถ้าเกิดจากประสาทรับเสียงเสื่อม ควรหาสาเหตุ หรือปัจจัยที่จะทำให้ประสาทรับเสียงเสื่อมเร็วกว่าผิดปกติ เพื่อหาทางชะลอความเสื่อมนั้นด้วย ส่วนประสาทหูเสื่อม บางรายไม่ทราบสาเหตุ หรือทราบสาเหตุ แต่เป็นสาเหตุที่รักษาไม่ได้ อาจหายเองก็ได้ หรือจะเป็นอยู่ตลอดชีวิตก็ได้

Posted in ผู้สูงอายุกับปัญหาในช่องปาก และวิธีการป้องกันดูแลรักษา

ผู้สูงอายุกับปัญหาในช่องปาก และวิธีการป้องกันดูแลรักษา

ผู้สูงอายุกับปัญหาในช่องปาก และวิธีการป้องกันดูแลรักษา

ผู้สูงอายุกับปัญหาในช่องปาก และวิธีการป้องกันดูแลรักษา

ในปัจจุบันประเทศไทยของเราเริ่มเดินหน้าเข้าสูงสังคมผู้สูงอายุตามหลังประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ประเทศญี่ปุ่น ประเทศทางยุโรป นับจากจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นในทุก ๆ ปี โดยเฉลี่ยแล้วทุกปี ประเทศไทยเราจะมีประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นประมาณปีละ 1 แสน คน โดยที่นับที่เกณฑ์อายุเริ่มต้นที่ 65 ปี เป็นต้นไป ระบบทางสาธารณสุขของไทยได้ตระหนกถึงปัญหาเหล่านี้จึงได้จัดเตรียมแผน และโครงการต่าง ๆ รองรับผู้ใช้บริการซึ่งเป็นผู้สูงอายุเหล่านั้น เช่นกันในทางทันตกรรม หรือทางทันตสาธารณสุขเราก็มีมาตราการหรือโครงการต่าง ๆ เพื่อรองรับเช่นกัน เนื่องจากผู้ป่วยในกลุ่มนี้ไม่เพียงแต่เป็นผู้ป่วยที่มีปัญหาในข่องปากเพียงอย่างเดียว แต่ผู้สูงอายุมักมีโรคประจำตัว เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน ร่วมด้วยเป็นต้น แม้จะเป็นผู้ที่ไม่มีปัญหาทางสุขภาพใดๆ แต่ผู้สูงอายุก็มีความเสื่อมถอยของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย รวมทั้งเนื้อเยื่อกระดูกและฟัน และอวัยวะที่รองรับฟัน ต่อมน้ำลาย และเยื่อเมือกต่างๆ ในช่องปาก เป็นต้น เหล่านี้ ย่อมทำให้ผู้สูงอายุ เกิดโรคและปัญหาต่าง ๆ ในช่องปากได้ง่าย ซึ่งแบ่งออกเป็น ปัญหาสุขภาพช่องปากหลัก ๆ 7 ประการ ได้แก่ ฟันผุและรากฟันผุ โรคเหงือกอักเสบและปริทันต์อักเสบ ฟันสึก น้ำลายแห้ง การสูญเสียฟันและปัญหาจากการใส่ฟันปลอม มีแผลหรือรอยโรคมะเร็งในช่องปาก และปัญหาเรื่องระบบการบดเคี้ยว ซึ่งเป็นปัญหาที่ทำให้ผู้สูงอายุต้องมาพบทันตแพทย์

วิธีการดูแลสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุ

          1. การทำความสะอาดฟันและช่องปาก

              การเลือกใช้แปรงสีฟัน  ควรเลือกใช้แปรงที่มีด้ามจับได้ถนัดมือ ยาวพอเหมาะ ส่วนตัวแปรงไม่เล็กหรือใหญ่เกินไปเมื่อเทียบกับขนาดช่องปาก มีขนแปรงที่นิ่ม ปลายมน และควรเปลี่ยนแปรงสีฟัน เมื่อขนแปรงบาน หรือมีอายุการใช้งาน 2-3 เดือน กรณีผู้สูงอายุที่มีปัญหากล้ามเนื้อมือ หรือไม่สามารถควบคุมการใช้มือในการแปรงฟันแบบธรรมดาได้ดี อาจแก้ไขได้โดย เลือกใช้แปรงสีฟันไฟฟ้าเพื่อผ่อนแรง หรือปรับปรุงขนาดของด้ามแปรงสีฟันทั่วไป ให้จับได้เหมาะมือ เช่น ปรับปรุงส่วนของด้ามแปรง ให้เหมาะกับการกำ เช่น ใช้ยางที่เป็นมือจับของจักรยานสวมทับด้ามแปรงสีฟัน ยึดด้วยกาวหรือดินน้ำมัน หรืออาจเพิ่มสายรัดยึดแปรงไว้กับมือ โดยใช้วัสดุน้ำหนักเบา ไม่ดูดซับน้ำ เช่น หลอดพลาสติก หรือสายน้ำเกลือ ผูกติดกับด้ามแปรง โดยปลายหนึ่งผูกไว้ทางด้านขนแปรง และอีกปลายผูกที่ปลายด้ามแปรง

  วิธีแปรงฟัน ควรแปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เช้าและก่อนนอน ร่วมกับการใช้ยาสีฟันชนิดครีมที่ผสมฟลูออไรด์ นานประมาณ 2 นาที โดยแปรงให้ทั่วถึง ทุกซี่ ทุกด้าน โดยเฉพาะคอฟัน และซอกฟัน หลังแปรงฟันแล้ว อาจจะแปรงทำความสะอาดลิ้นเบาๆ  และเลือกใช้อุปกรณ์เสริมอื่นๆที่เหมาะสมร่วมด้วย เช่น ไม้จิ้มฟัน ไหมขัดฟัน แปรงซอกฟัน แปรงกระจุกเดียว

          ไหมขัดฟัน    ลักษณะ เป็นเส้นแบน มีทั้งขนาดเล็กและใหญ่ ให้เลือกใช้ตามขนาด ความกว้างของซอกฟัน ใช้ช่วยทำความสะอาดซอกฟัน โดยใช้ควบคู่กับการแปรงฟัน อย่างน้อย  วันละ 1 ครั้ง การใช้ จะดึงไหมขัดฟันออกมายาวประมาณ12 นิ้ว ใช้นิ้วกลาง พันแต่ละปลายไว้  ใช้นิ้วหัวแม่มือ และนิ้วชี้จับเส้นไหม  ตามรูปนำไหมขัดฟันค่อยๆผ่านลงในซอกฟัน พยายามอย่าให้บาดเหงือก กวาดถูไหมขัดฟันขึ้นลงในแนวดิ่งเพื่อขจัดเอาคราบจุลินทรีย์ออก ถ้ารู้สึกไหมขัดฟันติดให้ปล่อยปลาย ข้างหนึ่งแล้วค่อยๆ ดึงออกด้านข้าง

 แปรงซอกฟัน  ใช้ทำความสะอาดซอกฟันที่ที่เป็นช่อง หรือฟันห่าง ได้ดี การใช้ เลือกขนาดแปรงให้ส่วนที่เป็นขนแปรงมีขนาดใหญ่กว่าซอกฟัน ที่จะทำความสะอาดเล็กน้อย  จุ่มน้ำให้ขนแปรงอ่อนนุ่ม สอดเบาๆ เข้าไประหว่างซอกฟันในทิศที่เอียงไปทางปลายฟัน ขยับเข้าออกแนวนอน

   แปรงกระจุกเดียว  ลักษณะคล้ายแปรงสีฟันปกติ แต่มีขนแปรงเพียงกระจุกเดียว ใช้ทำความสะอาดในจุดลึกๆ หรือแคบ เช่น ด้านหลังฟันกรามซี่ สุดท้ายที่แปรงสีฟันปกติแปรงได้ไม่ถึงไม่ถนัด หรือใช้แปรง วนรอบฟันซี่ที่เหลือเดี่ยวๆ ไม่มีฟันข้างเคียง

  ไม้จิ้มฟัน  ใช้ช่วยทำความสะอาด ขจัดคราบจุลินทรีย์ที่อยู่ระหว่างซอกฟัน และช่วยเขี่ยเศษอาหารออก แต่มักใช้ได้ถนัดในฟันหน้า ที่มีเหงือกร่น มีช่องเห็นชัด หรือช่องระหว่างแยกรากฟัน ไม้จิ้มฟันควรมีลักษณะด้ามตรง แบน เรียว บาง ไม่มีเสี้ยน ใช้โดยสอดเข้าไปในซอกฟัน ระวังอย่าให้เป็นอันตรายต่อเหงือก  กรณีใช้ทำความสะอาดคอฟัน  ถ้าเป็นไม้จิ้มฟันปลายแหลมควรกัดปลายให้แตกเป็นพู่ก่อน แล้วค่อยๆใช้ครูดไปตามคอฟันขอบเหงือกไม้จิ้มฟันใช้ง่ายกว่าไหมขัดฟัน  แต่มีข้อจำกัดมากกว่า ตรงที่ใช้ได้เฉพาะผู้ที่มีช่องว่างระหว่างซี่ฟัน ไม่สามารถใช้ขัดทำความสะอาดตรงมุมโค้งของฟัน และซอกฟันปกติ เพราะโอบรอบฟันไม่ได้

   น้ำยาบ้วนปาก  น้ำยาบ้วนปากบางชนิด ช่วยลดการเกิดคราบจุลินทรีย์และขจัดเชื้อโรค แต่ควรปรึกษาทันตแพทยก่อนใช้ ไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน เพราะอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสมดุลในช่องปาก

          ฟันปลอม

          ฟันปลอมชนิดถอดได้  หลังรับประทานอาหารทุกมื้อ ควรถอดฟันปลอมออกมาทำความสะอาด โดยใช้แปรงสีฟันขนอ่อนกับน้ำสบู่ แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด ห้ามใช้ผงขัด ขณะล้างควรมีภาชนะรองรับ เพื่อกันฟันปลอมตกแตก ถ้ามีคราบฝังแน่นติดฟันปลอมสามารถแช่ในน้ำยาแช่ฟันปลอม หรือน้ำผสมเม็ดฟู่สำหรับฟันปลอมช่วยขจัดคราบและฆ่าเชื้อโรคได้และที่สำคัญก่อนนอนต้องถอดฟันปลอม เพื่อให้เหงือกได้พักผ่อน และเอาฟันปลอมแช่น้ำไว้เสมอ ไม่ให้ฟันปลอมแตกแห้ง

          ฟันปลอมชนิดติดแน่น  ควรใช้ไหมขัดฟันสอดเข้าทำความสะอาดใต้ฟันปลอมและขอบเหงือกด้วย

 

2.     การเลือกรับประทานอาหาร

    • ควรเลือกอาหารพวกโปรตีนย่อยง่าย ผัก ผลไม้ที่มีกากใยสูง รสไม่หวานจัด
    • ควรลดอาหารที่หวานจัด นิ่มละเอียดมากๆ หรือเหนียวติดฟัน เพราะจะเกิดการตกค้างได้มาก ทำความสะอาดยาก เกิดฟันผุง่าย
    • ควรลดอาหารเปรี้ยวจัด หรือน้ำอัดลม เพราะมีกรด ทำให้ฟันสึกกร่อน
    • ควรรับประทานอาหารให้เป็นมื้อ ไม่ควรกินจุบจิบ โดยเฉพาะช่วงก่อนนอน เพื่อลดการตกค้างของเศษอาหาร
    • สำหรับผู้ใส่ฟันปลอม ควรระมัดระวังเป็นพิเศษในการรับประทาน โดยเฉพาะอาหารเหนียวและแข็ง

3.     การเสริมสร้างความแข็งแรงของช่องปาก

 

    • การเสริมสร้างความแข็งแรงของตัวฟัน

ควรใช้ฟลูออไรด์เฉพาะที่ เพื่อป้องกันฟันผุ มีแบบใช้ได้เองทั่วไปคือ ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ น้ำยาบ้วนปากผสมฟลูออไรด์ และแบบที่ทันตแพทย์เป็นผู้ให้บริการ คือ ฟลูออไรด์เข้มข้นแบบเจล วานิช ทาเคลือบที่ฟัน

    • การเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อใบหน้าและลิ้นการบริหารใบหน้า

จะช่วยปลุกเส้นประสาท กระตุ้นกล้ามเนื้อใบหน้า เช่น แก้ม ปาก และลิ้น ให้เคลื่อนไหวได้ดีขึ้น  แนะนำให้ทำหลังล้างหน้าตอนเช้า มี 3 ขั้นตอน แต่ละขั้นใช้เวลาประมาณ 10 วินาที แล้วผ่อนคลาย จากนั้นให้ปฏิบัติซ้ำตั้งแต่ต้นอีก 3 รอบ ดังนี้

การเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อใบหน้าและลิ้น

ถึงแม้ในวัยสูงอายุ ก็ยังคงสามารถรักษาสุขภาพเหงือกและฟันที่ดี และคงสภาพการใช้งานให้นานที่สุดได้  ซึ่งจะส่งผลให้ผู้สูงอายุมีภาวะโภชนาการที่เพียงพอ  มีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี สิ่งสำคัญนอกเหนือจากการพบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพช่องปาก อย่างน้อยปีละ 2 ครั้งแล้ว คือ การเอาใจใส่ดูแลอนามัยช่องปากด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอ

 

Posted in หลักการใช้ยาในผู้สูงอายุ

หลักการใช้ยาในผู้สูงอายุ

หลักการใช้ยาในผู้สูงอายุ

หลักการใช้ยาในผู้สูงอายุ

ผู้สูงอายุเป็น กลุ่มประชากรที่ใช้ยามากกว่ากลุ่มประชากรวัยอื่น เนื่องจากผู้ป่วยกลุ่มนี้ มักมีโรคเรื้อรัง ทำให้มีโอกาสรักษากับแพทย์หลายคนและได้รับยาหลายชนิด จากสถิติของประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่าร้อยละ 90 ของผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี ใช้ยาอย่างน้อย 1 ชนิดต่อสัปดาห์ และจำนวนยาทีใช้สัมพันธ์กับอายุที่มากขึ้น สิ่งที่ตามมาคือ ผลอันไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา ปฏิกิริยาระหว่างยา และค่าใช้จ่ายในการรักษาที่เพิ่มมากขึ้น การใช้ยาในผู้สูงอายุ ทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ง่าย เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาตามวัย อาทิ การดูดซึมและการกำจัดยาออกจากร่างกายทำได้ลดลง นอกจากนั้นผู้สูงอายุ ซึ่งมีปัญหาด้านสายตา และความจำยังมีความเสี่ยงที่จะใช้ยาผิดได้มากอีกด้วย